ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (
อังกฤษ:
democratic form of government with the King as Head of State[1]) เป็นชื่อเรียกระบอบการปกครองใน
ประเทศไทย ที่รวมเอาทั้ง
รูปแบบการปกครอง (
อังกฤษ:
form of government) ประเภท
ประชาธิปไตยโดยมีรัฐสภา (
อังกฤษ:
parliamentary democracy) กับ
รูปแบบรัฐ (
อังกฤษ:
form of state) ประเภทการปกครอง
ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (
อังกฤษ:
constitutional monarchy[2]) ไว้ในคำเดียวกัน
สำหรับที่มาของวลีที่ว่า "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" นั้น เพิ่งจะมีขึ้นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492
[3] โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 2 ความว่า "ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" ทั้งนี้
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ ได้ให้ความเห็นไว้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ถูกร่างขึ้นภายใต้อิทธิพลของพลัง
อนุรักษนิยม ซึ่งขณะนั้นมี
พรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแทนทางการเมืองที่สำคัญ แต่การปรากฏขึ้นครั้งแรกนี้ ยังไม่ได้ยืนยันความเป็นชื่อเฉพาะของระบอบการปกครองแต่อย่างใด
[4] หากแต่การปรากฏขึ้นซ้ำในภายหลัง คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2511 และ พ.ศ. 2519 เป็นสองฉบับแรกที่ยืนยันความชอบธรรมของ "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
[4]สมศักดิ์ได้ให้ความเห็นไว้อีกว่า หน้าที่ (function) ของการยืนยันในสองฉบับมีความต่างกัน โดยฉบับ พ.ศ. 2511 เพื่อต่อต้านการเมืองและพรรคการเมืองสมัยใหม่ที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้น และฉบับ พ.ศ. 2519 เพื่อต่อต้าน
ฝ่ายซ้าย[4]
ภายในระบอบการปกครองเช่นนี้ของประเทศไทย แตกต่างไปจากธรรมเนียมการปกครองแบบ
ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่จะมี
อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน และ
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขแต่ในทางพิธีการ ทั้งนี้เพราะพระมหากษัตริย์ในประเทศไทย ทรงมีพระราชอำนาจทางการเมืองเกินกว่าที่เป็นในประเทศประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญประเทศอื่น เช่น ทรงสามารถแสดงพระราชดำรัสสด, บริหารงานสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
[5] และแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งต่างๆ เช่น
องคมนตรี โดยไม่มีผู้สนองบรมราชโองการ
[6]
สำหรับกรณีของประเทศอังกฤษซึ่งถือเป็นตัวอย่างของประเทศที่ยังคงมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น
Penny Junor นักเขียน และนักหนังสือพิมพ์ได้ให้ความเห็นไว้ในหนังสือของเธอว่า
[7]
 |
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... มีพระมหากษัตริย์และพระราชินีปกครองแผ่นดิน. […] หนึ่งร้อยยี่สิบปีต่อมา, ภายหลังการเปลี่ยนแปลงหลายประการ (และช่วงเวลาสั้นๆ ในศตวรรษที่สิบเจ็ด ซึ่งปราศจากกษัตริย์) พวกเรามีพระราชินีผู้ไร้ซึ่งอำนาจในการบริหาร, ผู้ซึ่งกระทำการต่างๆ โดยคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี, ผู้ซึ่งอ่านพระราชดำรัสซึ่งผู้อื่นเป็นคนร่างขึ้น. […]
สถาบันกษัตริย์จะต้องอยู่เหนือการเมือง เพราะองค์พระราชินีเป็นตัวแทนของชาติทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็นสี, ความเชื่อ หรือการเมือง, ไม่ว่าจะด้วยสถานะ หรือสถานการณ์, หรือแม้กระทั่งยุคสมัยของพวกเขา - พระองค์เป็นศูนย์รวมของพลังภายในประเทศ เป็นเสมือนกาวประสานพวกเราเอาไว้ด้วยกัน และนั่นคือความเข้มแข็งของพระองค์. พระองค์เป็นของคนทุกคน, ด้วยไม่มีใครออกเสียงเพื่อพระองค์ และเสียงของพวกเขาจะไม่ถูกมอบให้กับใครอื่นอีก. หากว่าพระองค์ทรงแสดงความคิดเห็นซึ่งสามารถนำไปอ้างได้โดยพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง ย่อมสร้างความแบ่งฝักฝ่ายในหมู่เหล่าของประชากรโดยพลัน และนั่นย่อมก่อให้เกิดความแตกแยก และเมื่อพระองค์มิได้ทรงกระทำ - พระองค์ย่อมเป็นผู้ซึ่งไม่อาจหยั่งถึงได้อย่างถึงที่สุด. […]
|  |
| — Penny Junor |
ทั้งนี้ หากกล่าวถึงการเป็นประมุขในทางพิธีการของระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญนั้น ก็คือ เป็นพิธีการที่ทรงบริหารอำนาจอธิปไตยแทนปวงชนโดย
แบ่งแยกอำนาจนั้นเป็นสามฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายนิติบัญญัติ อำนาจอธิปไตยนั้นผ่านมายัง
สภานิติบัญญัติที่เรียก "
รัฐสภา" ฝ่ายบริหาร อำนาจอธิปไตยนั้นผ่านมายังกลุ่มผู้บริหารสูงสุดที่เรียก "
คณะรัฐมนตรี" และฝ่ายตุลาการ อำนาจอธิปไตยนั้นผ่านมายังศาลทั้งหลาย ซึ่งมีสามประเภท คือ
ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และ
ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ความจริงแล้ว องค์กรเหล่านั้นเป็นปวงชนหรือผู้แทนของปวงชนที่บริหารอำนาจด้วยตนเองเพื่อประโยชน์ของปวงชนและโดยการควบคุมของปวงชน ส่วนพระมหากษัตริย์เป็นแต่เชิดให้กิจการดำเนินไปด้วยดีตามพระราชภารกิจทางพิธีการที่รัฐธรรมนูญมอบให้เท่านั้น
[8]
สำหรับพระมหากษัตริย์นั้น ตามรัฐธรรมนูญแล้ว มีพระราชสถานะที่ได้รับการเคารพสักการะ (
อังกฤษ:
revered worship) และไม่อาจทรงถูกละเมิดได้ (
อังกฤษ:
inviolable) กับทั้งผู้ใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้เลย ตามหลักที่ว่า "
พระมหากษัตริย์ไม่อาจทรงทำผิด เพราะพระมหากษัตริย์ไม่อาจทำอะไรได้เลย" (
อังกฤษ:
the King can do no wrong, for the King can do nothing) หรือหลักที่ว่า "
พระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้า แต่ไม่ทรงปกครอง" (
อังกฤษ:
reign but not rule) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจะต้องมีการลงนามสนองพระบรมราชโองการทุกครั้งไป โดยรัฐบาล หรือรัฐสภาเพื่อ "อนุมัติ" ให้พระมหากษัตริย์ทรงกระทำได้ผ่านสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ มิใช่โดย"พระองค์เอง" การละเมิดหลักการสำคัญนี้ ถือเป็นการทำลายรากฐานของระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ
การกระทำดังต่อไปนี้เป็นตัวอย่างที่ถือว่าไม่ถูกต้องตามธรรมเนียมของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
[9][10] ได้แก่ การพระราชทานพระราชดำรัสสด โดยไม่มีการลงนามสนองพระบรมราชโองการในร่างพระราชดำรัส เช่น การแสดงพระราชดำรัสสดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2499 เนื่องในวันกองทัพไทย ใจความตอนหนึ่งว่า
“ให้ทหารรู้จักหน้าที่ในความเป็นทหาร ทหารไม่บังควรเล่นการเมือง” และมีผู้มองว่าเป็นพระราชวิจารณ์ต่อคณะรัฐบาลในขณะนั้น คือรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม
[11] รวมถึงการแต่งตั้งตำแหน่งใดๆ โดยพระองค์เอง เช่นการแต่งตั้งองคมนตรี
[6] และคณะกรรมการบริหารสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
[5] ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากพระราชดำรัสสดข้างต้นนั้น คือ พระบรมราชโองการการแต่งตั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ให้เป็นผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหารใน
การรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ใน พ.ศ. 2500 ที่มีพระบรมราชโองการโดยไม่มีผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ
[12] ทั้งนี้ การประกาศพระบรมราชโองการดังกล่าว ถือเป็นการกระทำผิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2495
มาตรา 94 ความว่า "ภายใต้บังคับมาตรา ๑๗ มาตรา ๖๑ และมาตรา ๘๑ บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการใด ๆ อันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ" ซึ่งในขณะนั้นคณะรัฐประหารของสฤษดิ์ ยังมิได้ยกเลิกไปด้วย เพราะคณะรัฐประหารได้ออกประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับ พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม 2495 ในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2500
[13] ในขณะที่พระบรมราชโองการแต่งตั้งสฤษดิ์เป็นผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหาร โดยไม่มีผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการนั้น เกิดขึ้นในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 หรือสองวันก่อนหน้านั้น ซึ่งแสดงว่า ความผิดได้สำเร็จขึ้นแล้ว และการประกาศของคณะรัฐประหาร ย่อมไม่มีผลย้อนหลังทางกฎหมาย
ซึ่งสำหรับการอธิบายการกระทำดังกล่าวเป็นการผิดธรรมเนียมนั้น ปิยบุตร แสงกนกกุล ได้ให้ความเห็นไว้ว่า
"รัฐธรรมนูญของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยและมีประมุขเป็นกษัตริย์ มีบทบัญญัติกำหนดไว้อย่างชัดเจนถึงการลงพระปรมาภิไธยและการสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งสองสิ่งนี้ต้องอยู่คู่กันตลอด หากการกระทำใดมีการลงพระปรมาภิไธยโดยปราศจากการสนองพระบรมราชโองการ การกระทำนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เช่นเดียวกัน หากการกระทำใดที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องมีการลงพระปรมาภิไธยแล้วไม่มีการลงพระปรมาภิไธย การกระทำนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ดุจกัน เว้นเสียแต่ว่ารัฐธรรมนูญจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น (เช่น การประกาศให้กฎหมายมีผลใช้ทันทีในกรณีที่กษัตริย์ไม่ลงพระปรมาภิไธย)" โดยยกตัวอย่างจากรัฐธรรมนูญของประเทศเบลเยียม และประเทศญี่ปุ่น ความว่า
[9]
 |
ในเบลเยียม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ กำหนดว่า “องค์พระมหากษัตริย์ไม่อาจถูกละเมิดได้ รัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิด” โดยมาตรา ๑๐๒ ขยายความต่อไปว่า “ไม่มีกรณีใดที่พระราชดำรัสและพระราชหัตถเลขาจะหลุดพ้นไปจากการตรวจสอบของรัฐมนตรี” และมาตรา ๑๐๖ “ไม่มีการกระทำใดของกษัตริย์จะมีผล หากปราศจากการลงนามสนองพระบรมราชโองการโดยรัฐมนตรี ให้รัฐมนตรีผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ”
มาตราแรกของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นยืนยันว่า “จักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์ของชาติและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชน พระองค์ทรงใช้อำนาจตามเจตจำนงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย” และมาตรา ๓ กำหนดว่า “ทุกการกระทำของจักรพรรดิในฐานะเป็นตัวแทนของรัฐ ต้องเป็นไปตามคำแนะนำและความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการกระทำนั้น” ในมาตรา ๔ ยังเน้นย้ำให้ชัดเจนอีกว่าจักรพรรดิทรงใช้อำนาจได้เท่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด และไม่มีอำนาจในการปกครองประเทศ
|  |
| — ปิยบุตร แสงกนกกุล |
นอกจากนั้น ยังทรงดำรงตำแหน่ง
จอมทัพไทย ซึ่งเป็นตำแหน่งแต่ทางพิธีการ และทรงเป็น
อัครศาสนูปถัมภก (
อังกฤษ:
Defender of all Faiths) ด้วย