วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

ผลวิจัยยางพันธุ์ใหม่ RRIT408

ผลวิจัยยางพันธุ์ใหม่ RRIT408 ผลผลิตสูง ทนแล้งได้ดีเหมาะปลูกที่อีสาน
ยางพันธุ์ใหม่ "RRIT 408" ผลงานวิจัยล่าสุดของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร จุดเด่น ปลูกง่าย โตไว ให้ปริมาณน้ำยางสูง เฉลี่ย 352 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี มากกว่า RRIM 600 ถึงร้อยละ 62  ค่อนข้างต้านทานต่อใบร่วงไฟทอฟธอรา,ใบจุดก้างปลา ต้านทานปานกลางต่อราแป้ง,ใบจุดคอลเลโทตริกัม, โรคเส้นดำ และราสีชมพู ที่สำคัญ ทนความแห้งแล้งได้ดี ต้านทานลม ปานกลาง เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ภาคอีสาน เปิดตัวแล้วในงาน "111 ปีแห่งการเรียนรู้ยางพาราไทย" โดยสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระหว่างวันที่ 28-30 เมษายน ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตรัง อ.ปะเหลียน จ.ตรัง
"ในวันงานเราจะแจกกิ่งพันธุ์ยาง RRIT 408 นี้ด้วย โดยจะแจกคนละ 3 กิ่ง เฉพาะผู้ประกอบการผลิตกิ่งตาขาย เพื่อให้นำไปทดลองติดตาดู เพราะคนกลุ่มนี้จะชำนาญการติดตาอยู่แล้ว คือในวันนั้นเราตั้งใจจะเปิดตัวยางพันธุ์ RRIT 408 นี้ด้วย"สุจินต์ แม้นเหมือน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เผยถึงกล้ายางพันธุ์ใหม่ล่าสุดที่เป็นผลงานวิจัยของสถาบันวิจัยยางที่จะนำมาเปิดตัวในวันงาน "111 ปีแห่งการเรียนรู้ยางพาราไทย" ซึ่งยางพันธุ์นี้กรมวิชาการเกษตร โดยสถาบันวิจัยยางใช้เวลากว่า 25 ปีในการทดสอบสายพันธุ์ที่ผ่านแปลงทดลองตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการเปิดกรีดและขณะนี้ได้เปิดกรีดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ แปลงทดลองของศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา ซึ่งผลผลิตน้ำยางดีมาก และเตรียมขยายผลไปยังพื้นที่ปลูกในภาคอีสานต่อไป เนื่องจากยางพาราสายพันธุ์นี้ปลูกง่าย โตไว ให้ผลผลิตน้ำยางสูง ที่สำคัญสามารถทนความแห้งแล้งได้ดีกว่าพันธุ์อื่น
สุจินต์ ระบุอีกว่า สำหรับการเลือกพันธุ์ยางปลูกในแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกัน เพราะยางแต่ละพันธุ์มีความเหมาะสมต่างกัน ในพื้นที่ปลูกที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปลูกยางเดิมในภาคใต้และภาคตะวันออก หรือพื้นที่ปลูกยางใหม่ในภาคอีสาน เหนือและกลาง ซึ่งเจ้าของสวนยางจะต้องคำนึงถึงผลตอบแทนที่จะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นน้ำยางหรือเนื้อไม้ หรือทั้งน้ำยางและเนื้อไม้เพื่อจะได้เลือกพันธุ์ยางได้ถูกต้องและได้ผลตอบแทนตามที่หวัง
"บางครั้งระดับน้ำในดินมีผลต่อการทำงานของรากยางด้วย อย่างพันธุ์ RRIT 251 และอาร์อาร์ไอเอ็ม (RRIM) 600 ไม่เหมาะที่จะปลูกในแปลงที่มีระดับน้ำใต้ดินตื้น แต่บางพันธุ์สามารถปลูกได้ดีเช่น บีพีเอ็ม (BPM) 24 หรืออย่างโรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อไฟทอปโทรา ยางพันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม (RRIM) 600 มักจะมีปัญหา แต่พันธุ์พีบี (PB) 255 กลับมีความต้านทานได้ดีกว่า แม้ผลผลิตน้ำยางจะน้อยกว่าอาร์อาร์ไอเอ็ม (RRIM) 600 ก็ตาม"
จากอดีตจนปัจจุบันมียางหลายพันธุ์ที่ได้รับการรับรองจากสถาบันวิจัยยางส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก โดยแต่ละสายพันธุ์จะมีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเป้าหมายของผู้ปลูกหรือเจ้าของสวนยางว่าจะเน้นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตน้ำยางเป็นหลัก หรือพันธุ์ที่ให้ผลผลิตเนื้อไม้เป็นหลัก หรือพันธุ์ที่ให้ทั้งน้ำยางและเนื้อไม้ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ก็จะเหมาะกับพื้นที่ปลูกที่แตกต่างกันไปด้วย
"พันธุ์ยาง RRIT408 นี่ เราใช้เวลาในการปรับปรุงพันธุ์นานถึง 25 ปี โดยพัฒนามาจากพันธุ์ฉะเชิงเทรา 50 หรือ RRIT402 หลังได้ต้นพันธุ์มาแล้วก็ต้องทดลองปลูกในแปลงทดลอง ก็ประมาณ 15 ปี กว่าจะโตเปิดกรีดได้ก็ใช้เวลาอีก 6 ปีรวมแล้วก็ 25 ปีเต็ม ต้องบอกก่อนว่าการวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ยางนั้นไม่เหมือนพืชชนิดอื่น เพราะต้องใช้ระยะเวลานาน กว่าจะได้ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปี จึงจะเห็นผล" ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยางกล่าวย้ำ
ยางพันธุ์ "RRIT408" นับเป็นอีกก้าวของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตรในการปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์ยางพาราให้มีคุณภาพดี ก่อนจะนำมาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต่อไป

พันธุ์ยางพารา

การพิจารณาเลือกพันธุ์ยางพารา
ปริมาณผลผลิตที่จะได้รับจากสวนยางพารา ไม่ว่าจะเป็นน้ำยางหรือเนื้อไม้ ก็ตาม นอกจากจะขึ้นอยู่กับปัจจัยแรก คือ ความเหมาะสมของพื้นที่ แล้ว พันธุ์ยางพารา และ การจัดการสวนยาง คือสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน แต่ในเบื้องต้นจะขอกล่าวถึงเรื่องพันธุ์ยางพาราก่อน ซึ่งหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบในเรื่องการปรับปรุงพันธุ์ยางพารา ก็คือ สถาบันวิจ้ยยาง กรมวิชาการเกษตร ซึ่งหลังจากที่ได้ทำการวิจัยหรือทดลองจนได้ผลแล้ว ก็จะประกาศหรือจัดทำคำแนะนำเกี่ยวกับพันธู์ยางพาราออกมา ทุก ๆ 4 ปี และล่าสุดตอนนี้ก็คือ คำแนะนำพันธุ์ยาง ปี 2550 ซึ่งได้แบ่งพันธุ์ยางออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
  • กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยาง คัดเลือกเฉพาะพันธุ์ที่ให้น้ำยางมาก
  • กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยางและเนื้อไม้ คัดเลือกเฉพาะพันธุ์ที่ให้น้ำยางมาก และเนื้อไม้มาก
  • กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตเนื้อไม้ คัดเลือกเฉพาะพันธุ์ที่ให้เนื้อไม้มาก
โดยในแต่กละกลุ่มก็จะแบ่งพันธุ์ยางออกเป็นชั้น ๆ ได้ แก่
  • ยางพันธุ์ชั้น 1 หมายถึง พันธุ์ยางที่ปลูกได้โดยไม่จำกัดจำนวนเนื้อที่ปลูก
  • ยางพันธุ์ชั้น 2 หมายถึง พันธุ์ยางที่ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของเนื้อที่ถือครอง และต่ละพันธุ์ ต้องปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่
  • ยางพันธุ์ชั้น 3 หมายถึง พันธุ์ยางที่ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของเนื้อที่ถือครอง และต่ละพันธุ์ ต้องปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่
คำแนะนำพันธุ์ยาง ปี 2550 ของสถาบันวิจ้ยยาง ในแต่ละกลุ่ม และชั้น ซึ่งจะขอกล่าวเฉพาะ ยางพันธุ์ชั้น 1 มีดังนี้
  • กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยาง
    • ยางพันธุ์ชั้น 1 มีจำนวน 4 พันธุ์ ได้แก่ สถาบันวิจัยยาง 251, สถาบันวิจัยยาง 226, BPM 24 และ RRIM 600
  • กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยางและเนื้อไม้
    • ยางพันธุ์ชั้น 1 มีจำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ PB 235, PB 255 และ PB 260 (พันธุ์ PB 255 และ PB 260 สถาบันวิจ้ยยาง ไม่แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ปลูกยางใหม่)
  • กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตเนื้อไม้
    • ยางพันธุ์ชั้น 1 มีจำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา 50, AVROS 2037 และ BPM 1

การพิจารณาเลือกพันธุ์ยางพาราว่าจะปลูกพันธุ์ใด เราควรศึกษารายละเอียดของพันธุ์ยางนั้น ๆ ในทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่การให้ผลผลิตน้ำยาง, ผลผลิตเนื้อไม้, ความหนาของเปลือกเดิม, เปลือกงอกใหม่่, ความสามารถที่จะปลูกในพื้นที่ลาดชัน, ความต้านทานต่อลมแรง, ความสามารถในการปลูกในพื้นที่หน้าดินตื้น แล้วนำมาเทียบกับสภาพภูมิอากาศและการระบาดของโรคยางที่สำคัญในเขตพื้นที่ ปลูกยางที่สวนยางเราตั้งอยู่
สำหรับเขตพื้นที่การปลูกยางพาราของไทยนั้น สถาบันวิจัยยางได้ศึกษาสภาพภูมิอากาศแล้ว ได้แบ่ง เป็นดังนี้
  • เขตพื้นที่ปลูกยางเดิม แบ่งได้ 6 เขต คือภาคใต้ 4 เขต(เขตฝั่งตะวันตก, เขตตอนกลาง, เขตตอนใต้ และเขตชายแดน) ส่วนภาคตะวันออก แบ่งเป็น 2 เขต (เขตตอนกลาง และเขตชายแดน)
  • เขตพื้นที่ปลูกยางใหม่ แบ่งได้ 2 เขต คือ พื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนต่อปีมากกว่า 1,600 มิลิเมตร และ พื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนต่อปีน้อยกว่า 1,600 มิลิเมตร
หากสรุปให้ง่ายขึ้น ก็คือ ควรปลูกพันธุ์ยางที่เหมาะสมกับสภาพดิน, ภูมิอากาศ และเป็นพันธุ์ที่ต้านทานต่อโรคที่ระบาดอยู่ในบริเวณที่สวนยางเราตั้งอยู่ และควรดูว่าในบริเวณใก้ลเคียง ชาวสวนยางแถวนั้นเขานิยมปลูกพันธุ์อะไรกันบ้าง เคยเจอหรือพบกับโรคที่ระบาดและทำความเสียหายอย่างหนักมาบ้างหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน ก็พอจะเป็นข้อมูลให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น
สำหรับในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกแล้ว ขณะนี้พบว่า ยางพาราพันธุ์ RRIM 600 ยังคงเป็นพันธุ์ยางที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ประมาณว่า ในพื้นที่ดังกล่าวปลูกยางพาราพันธุ์นี้ มากกว่า ร้อยละ 90 ถึงแม้ว่าพื้นที่ปลูกจะอยู่ในเขตที่เสี่ยงต่อโรคใบร่วง(ไฟทอปโทร่า), โรคเส้นดำ และโรคราสีชมพู ก็ตาม นอกจากนี้ พันธุ์ยาง RRIM 600 ยังให้เนื้อไม้ที่สวย ขายได้ราคาสูง อีกด้วย..